หลายคนเคยสงสัยว่า "สรรพากรรู้ได้ยังไงว่าเรารับเงินเท่าไหร่?" คำตอบอยู่ที่ระบบ e-Payment ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2562
💡 e-Payment คือ กฎหมายที่บังคับให้ธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet, QR Code) ส่งข้อมูลธุรกรรมรับเงินให้กรมสรรพากร เมื่อถึงเกณฑ์ที่กำหนด
ธนาคารส่งข้อมูลอะไรให้สรรพากร?
-
เกณฑ์ที่ต้องรายงาน
รายการฝาก/รับโอน ตั้งแต่ 3,000 รายการขึ้นไปต่อปี
หรือ รายการฝาก/รับโอน รวม 2,000,000 บาทขึ้นไปต่อปี (ต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อพร้อมกัน) -
ข้อมูลที่ส่ง
ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, ยอดเงินรับรวมทั้งปี, จำนวนรายการ -
ผู้ที่ต้องส่งข้อมูล
ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง, ผู้ให้บริการ e-Wallet (TrueMoney, Rabbit LINE Pay), ผู้ให้บริการ QR Payment
ถ้าเงินเข้าเยอะ แต่ไม่ใช่รายได้จากธุรกิจ จะเป็นอย่างไร?
เงินที่รับโอนไม่ใช่ทุกบาทที่เป็น "รายได้" — สรรพากรรู้แค่ว่า "มีเงินเข้า" แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นรายได้หรือเปล่า ถ้าได้รับหนังสือสอบถาม ต้องชี้แจงได้ว่า:
- เงินที่รับโอนเป็นอะไรบ้าง — ขายของ, ยืมคืน, โอนเงินส่วนตัว, รับเงินทอน
- ส่วนไหนเป็นรายได้จริง ส่วนไหนไม่ใช่รายได้
- มีหลักฐานประกอบได้ เช่น สัญญา, ใบเสร็จ, หลักฐานการโอน
✅ ถ้าชี้แจงได้ — ก็จบ ไม่มีปัญหา
❌ ถ้าชี้แจงไม่ได้ — สรรพากรอาจประเมินว่าเป็นรายได้ทั้งหมด และประเมินภาษีย้อนหลัง
ถ้ายอดเงินเข้าไม่ถึงเกณฑ์ แสดงว่าปลอดภัยไหม?
ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสรรพากรยังมีวิธีอื่นในการตรวจสอบ เช่น:
- ข้อมูลจากแพลตฟอร์มขายออนไลน์ (Lazada, Shopee ส่งข้อมูลยอดขายให้)
- การแจ้งเบาะแสจากบุคคลอื่น
- ข้อมูลจากระบบ VAT ที่ผู้ค้าส่งรายงาน
⚠️ สรุปง่ายๆ: e-Payment ไม่ได้แปลว่า "ถ้าต่ำกว่าเกณฑ์ทำอะไรก็ได้" แต่เป็นหนึ่งในช่องทางที่ทำให้สรรพากรรู้รายได้ของเราได้ง่ายขึ้น — ดังนั้นควรยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ควรทำเพื่อป้องกันปัญหา
- แยกบัญชีรับเงินธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว
- เก็บหลักฐานทุกรายการว่าเงินที่รับมาจากอะไร
- ยื่นภาษีให้ถูกต้องทุกปี ไม่ต้องรอให้โดนถาม