มีคนขายของออนไลน์ท่านหนึ่งมาปรึกษาผม เขามีบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ก่อนยื่นภาษีเขาถามว่า "ต้องเอายอดเงินเข้าจากทั้ง 2 บัญชีมารวมกันแล้วยื่นภาษีไหม?"

โชคดีที่ถามก่อนยื่น เพราะถ้าทำแบบนั้น เขาจะเสียภาษีเกินจริงไปหลักหมื่นบาทโดยไม่จำเป็นเลยครับ

ความเชื่อผิดที่พบบ่อยมาก:
"มีเงินเข้าบัญชีธนาคารกี่บัญชี ให้เอาทุกบัญชีมารวมแล้วยื่นภาษีให้หมด"

นี่คือความเชื่อที่ผิด และอาจทำให้คุณ จ่ายภาษีเกินจริง ได้ครับ

เคสจริงที่เจอ: 2 บัญชี ใช้คนละวัตถุประสงค์

สถานการณ์ของคนที่ถามผม:

ทำไมบัญชีที่ 2 ถึงไม่ต้องนำมายื่นภาษี?

หลักการสำคัญ: กฎหมายภาษีดูที่ "รายได้" ไม่ใช่ "เงินเข้าบัญชี"

เงินเข้าบัญชี ≠ รายได้ที่ต้องเสียภาษีเสมอไป

เงินที่เข้าบัญชีที่ 2 ในกรณีนี้มี 2 ประเภท:

เงินที่แฟนโอนมาให้ — ยกเว้นภาษีได้แค่ไหน?

ความสัมพันธ์ของผู้โอน ยกเว้นภาษีได้ (ต่อปี)
คู่สมรสที่จดทะเบียนแต่งงานตามกฎหมาย (สามี/ภรรยา) ไม่เกิน 20 ล้านบาท
แฟน / คนรัก / บุคคลอื่น (ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) ไม่เกิน 10 ล้านบาท
บิดามารดา / บุตร / ผู้สืบสันดาน ไม่เกิน 20 ล้านบาท

สำหรับคนทั่วไปที่แฟนโอนเงินมาช่วยค่าใช้จ่ายประจำวัน ไม่ว่าจะเดือนละหลักพัน หลักหมื่น หรือแม้แต่หลักแสน — โอกาสที่จะเกิน 10 ล้านต่อปีนั้นแทบไม่มีเลย ไม่ต้องนำมายื่นภาษีครับ

แล้วถ้าใช้ทั้ง 2 บัญชีรับเงินจากการขาย?

กรณีนี้ต้องระวัง!
ถ้าบัญชีที่ 2 ก็รับเงินจากลูกค้าที่ซื้อของด้วย (ไม่ว่าจะโอนตรง หรือรับผ่าน Marketplace) นั่นหมายความว่ามีรายได้จากการขายเข้าทั้ง 2 บัญชี — ต้องนำยอดจาก ทั้ง 2 บัญชีมารวมกัน แล้วยื่นภาษีครับ

สรุปให้จำง่าย

เงินเข้าบัญชีที่ต้องยื่นภาษี:

เงินจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการจากคุณ — ไม่ว่าจะเข้าบัญชีไหนก็ตาม

เงินเข้าบัญชีที่ไม่ต้องยื่นภาษี:

เงินโอนระหว่างบัญชีตัวเอง (เป็นแค่การขยับเงิน ไม่ใช่รายได้ใหม่)

เงินที่แฟน ครอบครัว หรือคนอื่นให้โดยเสน่หา (ไม่เกินเพดานที่กำหนด)

เงินกู้ที่ได้รับคืน / เงินยืมที่ผู้อื่นคืนมา

แล้วถ้าสรรพากรดูแล้วเข้าใจผิดว่าเงินในบัญชีที่ 2 เป็นรายได้ล่ะ?

นี่คือเหตุผลที่การ เก็บหลักฐานให้ครบ สำคัญมากครับ สิ่งที่ควรมีไว้:

ข้อกฎหมายอ้างอิง:
มาตรา 40 ประมวลรัษฎากร — นิยามเงินได้พึงประเมิน (เงินที่ต้องเสียภาษี)
มาตรา 42(28) ประมวลรัษฎากร — เงินได้จากการอุปการะหรือให้โดยเสน่หา ได้รับยกเว้นภาษี
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 — กำหนดเพดานยกเว้น 10 / 20 ล้านบาทต่อปี