หนึ่งในคำถามที่ได้รับบ่อยที่สุดทุกปีคือ "ลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง?" — บทความนี้รวบรวมครบ อัปเดตปี 2568 พร้อมบอกเพดานสูงสุดที่ใช้ได้แต่ละประเภทเลย
💡 หลักคิดง่ายๆ: ค่าลดหย่อนคือตัวเลขที่หักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี — ยิ่งมีค่าลดหย่อนเยอะ ฐานภาษีก็ยิ่งต่ำ ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
- ส่วนตัว — 60,000 บาท (ทุกคนได้โดยอัตโนมัติ)
- คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ — 60,000 บาท
- บุตร — คนละ 30,000 บาท (บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ได้ 60,000 บาท)
- ฝากครรภ์และคลอดบุตร — ตามจริง สูงสุด 60,000 บาทต่อครรภ์
- เลี้ยงดูบิดามารดา (อายุ 60+) — คนละ 30,000 บาท (สูงสุด 4 คน = 120,000 บาท)
- ดูแลคนพิการหรือทุพพลภาพ — คนละ 60,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนด้านประกัน
- เบี้ยประกันชีวิต — สูงสุด 100,000 บาท (กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป)
- เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง — สูงสุด 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท)
- เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา — สูงสุด 15,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ — 15% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท
3. ค่าลดหย่อนด้านการลงทุนและการออม
- กองทุน SSF (Super Savings Fund) — 30% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท
- กองทุน RMF — 30% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท (รวมกับ SSF และบำนาญอื่น ไม่เกิน 500,000 บาท)
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) — 15% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) — ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท
- เงินประกันสังคม — ตามที่จ่ายจริง (ปีละสูงสุด 9,000 บาท)
4. ค่าลดหย่อนด้านอสังหาริมทรัพย์
- ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน — สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
5. ค่าลดหย่อนมาตรการพิเศษ (ตรวจสอบทุกปี)
มาตรการเหล่านี้มักออกมาเป็นปีๆ ต้องติดตามประกาศจากกรมสรรพากร เช่น Easy E-Receipt, ช้อปดีมีคืน หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ
📌 เพดานรวมกองทุนเพื่อการเกษียณ: SSF + RMF + PVD + ประกันบำนาญ รวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาท
วิธีใช้ให้คุ้มที่สุด
อย่าซื้อทุกอย่าง เลือกใช้สิทธิ์ที่ "ได้ผลจริง" ก่อน เช่น ถ้าเสียภาษีอัตรา 20% การซื้อ SSF 100,000 บาท จะช่วยประหยัดภาษีได้ 20,000 บาท แต่ถ้าเสียภาษีอัตรา 5% ได้ประหยัดแค่ 5,000 บาท — ต้องคำนวณให้ดีก่อนว่าคุ้มหรือเปล่า