บริษัทขายได้ปีละ 10,000,000 บาท ต้นทุน 80% เหลือกำไรก่อนจ่ายเจ้าของ 2,000,000 บาท พอถึงเวลาจะดึงเงินสดก้อนนี้ออกมาใช้ส่วนตัว หลายคนเลือกวิธีไม่เป็น กดจ่ายเงินปันผล 100% เพราะคิดว่าง่าย — แต่โดนภาษีนิติบุคคลบวกภาษีปันผลไปเต็ม ๆ 429,500 บาท!
และเรื่องที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ คือ เงินปันผลสามารถขอเครดิตภาษีคืนได้เกือบแสน!
ข้อมูลตั้งต้น: กำไรบริษัท 2,000,000 บาท
รายได้ทั้งปี: 10,000,000 บาท
หักต้นทุน 80%: 8,000,000 บาท
กำไรก่อนจ่ายเจ้าของ: 2,000,000 บาท
ผู้ถือหุ้น/กรรมการ: 3 คน (ถือหุ้นเท่ากัน คนละ 1/3)
กางตัวเลขเทียบ 4 ทางเลือก
| ทางเลือก | วิธีดึงเงินออก | ภาษีรวมที่จ่าย |
|---|---|---|
| แบบที่ 1 | ปันผลอย่างเดียว 100% (หัก 10% จบ) | 429,500 บาท |
| แบบที่ 2 | ปันผลอย่างเดียว แต่ "ขอเครดิตภาษีคืน" | 130,500 บาท |
| แบบที่ 3 | ตั้งเงินเดือนกรรมการ 3 คน (คนละ ~55,600/ด.) | 85,500 บาท |
| แบบที่ 4 | สูตรผสม (เงินเดือน 3 คน + เหลือกำไร SME 3 แสนจ่ายปันผล) | 84,500 บาท ✓ |
ทำไมแบบที่ 1 ถึงแพงที่สุด?
ชั้นแรก — บริษัทเสียภาษีนิติบุคคล 255,000 บาท
ชั้นที่สอง — ผู้ถือหุ้นโดนหัก Final Tax อีก 10% ตอนรับปันผล 174,500 บาท
เงินก้อนเดียวกันแต่โดนรีดภาษีสองรอบครับ!
ความลับที่คนไม่รู้: ปันผลขอ "เครดิตภาษีคืน" ได้เกือบแสน!
หลายคนเข้าใจว่ารับเงินปันผลแล้ว โดนหัก 10% ณ ที่จ่ายแล้วคือจบ... แต่ความจริงกฎหมายมีช่องทางช่วยเซฟ
-
เครดิตภาษีเงินปันผล (มาตรา 47 ทวิ)
หากฐานภาษีบุคคลธรรมดาของเราอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เราสามารถเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณในแบบภาษีปลายปี เพื่อ "ขอคืนภาษีที่บริษัทเคยจ่ายไปแล้ว" ได้ -
เงินคืนเข้ากระเป๋า
ในเคสนี้ หากผู้ถือหุ้นไม่มีรายได้อื่น กรรมการแต่ละคนจะได้เงินภาษีคืนราว 99,000 บาท/คน! -
ผลลัพธ์
ดึงให้ภาษีรวมของแบบที่ 2 ดิ่งฮวบจาก 429,500 บาท ลงมาเหลือจ่ายจริงแค่ 130,500 บาท ทันที
แล้วทำไมยังแนะนำ "เงินเดือนกรรมการล้วน" (แบบที่ 3)?
ดูตัวเลข แบบผสม (แบบที่ 4) จ่าย 84,500 บาท ดูเหมือนจะประหยัดกว่าแบบเงินเดือนล้วน (แบบที่ 3) จ่าย 85,500 บาท อยู่ 1,000 บาท... แต่ในชีวิตจริง:
- แบบผสม (แบบที่ 4): ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้น ทำเอกสารประกาศจ่ายปันผล และยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 เพิ่มเติม มีขั้นตอนเอกสารหลายชั้น
- แบบเงินเดือนกรรมการล้วน (แบบที่ 3): หักเป็นรายจ่ายบริษัทได้ทุกเดือน สเตทเมนท์โปร่งใส ตรวจสอบง่าย และประหยัดภาษีได้แทบไม่ต่างกันเลย
5 ข้อควรระวังคอขาดบาดตาย: อย่าให้ภาษีที่ประหยัด กลายเป็นโดนย้อนหลัง!
-
1. ทุกคนต้องทำงานจริง
ห้ามใส่ชื่อญาติมารับเงินเดือนลอย ๆ สรรพากรตรวจเจอจะตัดเป็นรายจ่ายต้องห้าม บริษัทโดนภาษีย้อนหลัง ส่วนคนรับเงินก็เสียภาษีไปแล้ว — โดนสองเด้ง! -
2. ห้ามเบิกเงินบริษัทไปใช้เฉย ๆ
เงินที่ไหลออกโดยไม่มีเอกสารเงินเดือนหรือปันผล จะกลายเป็น "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" สะสมในงบ และโดนสรรพากรประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาด -
3. จ่ายผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น
ต้องมีมติที่ประชุมกำหนดค่าตอบแทนชัดเจน ยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน และออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ให้ถูกต้อง -
4. สูตรกันเงินสดสะดุด
ถ้ากลัวว่าตั้งเงินเดือนสูงแล้วบางเดือนสภาพคล่องไม่พอ แนะนำให้ "ตั้งเงินเดือนพื้นฐานไว้ต่ำหน่อย แล้วค่อยจ่ายโบนัสกรรมการก้อนใหญ่ปลายปี" เมื่อเห็นตัวเลขกำไรจริง -
5. รายได้ 10 ล้านต้องจด VAT
เกณฑ์ 1.8 ล้านบังคับใช้ทั้งบุคคลและบริษัท หากไม่ตั้งราคาบวก VAT 7% ตั้งแต่วันแรก กำไร 2 ล้านนี้จะหายวับไปกับภาษีขายทันที!
สรุปทางรอด: จัดระเบียบตัวเลขให้ถูกฝั่ง
"ภาษีที่คุณกลัว กับภาษีที่กินเงินคุณจริง มักไม่ใช่ตัวเดียวกัน"
วางโครงสร้างดึงเงินออกให้ถูกต้องแต่แรก เซฟเงินสดหลักแสนได้สบาย ๆ ครับ เลือก เงินเดือนกรรมการเป็นฐาน และ ปันผลเสริมเมื่อกำไรพิเศษ คือสูตรที่คุ้มค่าที่สุดทั้งในแง่ตัวเลขและการบริหารเอกสารครับ